อธิบายพอร์ตสื่อสารของคอมพิวเตอร์

อธิบายพอร์ตสื่อสารของคอมพิวเตอร์

PS/2 Keyboard Port/Mouse port

    เป็นพอร์ต์ที่ใช้สำหรับต่อสายพอร์ตจะมีรูกลมหกรู แล้วก็รูปสี่เหลี่ยมหนึ่งรู ซึ่งปลายสายจะมีเข็มที่ตรงกับตำแหน่งของรูที่พอร์ต
        ข้อมูลอนุกรมที่ 10.0–16.7 kHz พร้อม 1 บิตเริ่มต้น, 8 บิตข้อมูล (
LSBก่อน), 1 พาริตีบิต (คี่), 1 บิตหยุด, [1 ack บิต (ถ้าโฮสต์กับอุปกรณ์)]
Pin1  +ข้อมูล       ข้อมูล
Pin2                     ไม่เชื่อมต่อ
Pin3       GND              กราวด์ 
Pin4    VCC+5 V         DC ที่ 275 mA
Pin5   +CLK            สัญญาณนาฬิกา
Pin6                     ไม่เชื่อมต่อ

  อินเทอร์เฟซมีสายสัญญาณหลักสองเส้นคือ Data และ Clock สัญญาณเหล่านี้เป็นสัญญาณแบบปลายเดียวที่ขับเคลื่อนโดยไดรเวอร์ open-collector ที่ปลายแต่ละด้าน โดยปกติการส่งสัญญาณจากอุปกรณ์ไปยังโฮสต์ ในการส่งไบต์ อุปกรณ์เพียงแค่ส่งออกเฟรมอนุกรมของข้อมูล (รวมถึงข้อมูล 8 บิตและบิตพาริตีบิต) บนสายดาต้าตามลำดับขณะที่สลับสายนาฬิกาหนึ่งครั้งสำหรับแต่ละบิต โฮสต์ควบคุมทิศทางของการสื่อสารโดยใช้สายนาฬิกา เมื่อโฮสต์ดึงมันต่ำ การสื่อสารจากอุปกรณ์ที่ต่ออยู่จะถูกยับยั้ง โฮสต์สามารถขัดจังหวะอุปกรณ์ได้โดยการดึง Clock ให้ต่ำในขณะที่อุปกรณ์กำลังส่งสัญญาณ          
 

Serial ATA Port 

              ป็นบัสคอมพิวเตอร์อินเตอร์เฟซที่เชื่อมต่ออะแดปเตอร์บัสโฮสต์เพื่ออุปกรณ์เก็บข้อมูลขนาดใหญ่เช่นฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์,ไดรฟ์ออปติคอลและไดรฟ์ของรัฐที่มั่นคง Serial ATA ประสบความสำเร็จกับมาตรฐานParallel ATA (PATA) รุ่นก่อนหน้าจนกลายเป็นอินเทอร์เฟซที่โดดเด่นสำหรับอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล
 
      
 


    

โดยจะส่งข้อมูลทีละบิตเรียงกัน ทำให้ SATA สามารถรับส่งข้อมูลได้เร็วกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่าเทคโนโลยีแบบขนาน (IDE) ความเร็วที่เพิ่มขึ้นของ SATA นี้ยังช่วยให้การเรียกใช้โปรแกรมและข้อมูลต่าง ๆ ทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย โดยตามท้องตลาดมี Hard disk อยู่สองรูปแบบ คือ รุ่นใหม่เรียกว่า Serial ATA หรือ SATA และอีกแบบคือ แบบ IDE ซึ่งทั้งสองแบบใช้สายสัญญาณและสายไฟในการเชื่อมต่อที่แตกต่างกัน การเลือกใช้งานต้องตรวจสอบว่า เมนบอร์ดรองรับการทำงานกับฮาร์ดิสค์แบบใดด้วย

Parallel Port 

 พอร์ตขนานหรือ Parallel Port เป็นพอร์ตที่สามารถส่ง/รับข้อมูลได้ครั้งละหลายๆบิต และเป็นพอร์ตมาตรฐานที่มากับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer) ประโยชน์ของพอร์ตขนานนอกจากใช้สำหรับเชื่อมต่อกับเครื่องพิมพ์แล้ว ยังเป็นช่องทางเชื่อมต่ออีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการเชื่อมต่อเครื่อง PC กับอุปกรณ์ภายนอก โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องมีความรู้ทางด้านฮาร์ดแวร์มากนัก เพราะเราอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นส่วนประมวลผล การเขียนโปรแกรมจึงเหมือนกับการเขียนโปรแกรมทั่วไป และใช้พอร์ตขนานเป็นส่วนเชื่อมต่อกับวงจรที่เป็นส่วนนำเข้า (input) หรือส่วนส่งออก (output) หน้าที่ที่เหลือก็เป็นเพียงการเขียนโปรแกรมเพิ่มเติมเพื่อทำการรับและส่งข้อมูลกับพอร์ตขนานเท่านั้นมาตรฐานของพอร์ตขนานถูกกำหนดขึ้นในปี ค.ศ. 1994 LPT Port คืออะไร หรือ Parallel Port หรือ อพอร์ตขนาน
พอร์ตขนานของเครื่องคอมพิวเตอร์ประกอบ ด้วยสัญญาณทั้งหมด 25 เส้นสัญญาณ (DB25) โดยสัญญาณจะแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตามลักษณะหน้าที่ของสัญญาณ ประกอบด้วย
1) Data Register (Data bus) จำนวน 8 เส้น
2) Control Register จำนวน 4 เส้น
3) Status Register จำนวน 5 เส้น
Data Register (Data bus) จะมีอยู่ 8 ขา ตั้งแต่ขาที่ 2 ถึงขาที่ 9 บางทีมักถูกเรียกว่า Data Register ซึ่ง Register ตัวนี้จะส่งค่าได้อย่างเดียว ไม่สามารถรับค่าได้
Status Register เป็นพอร์ตที่อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถเขียนข้อมูลได้ พอร์ตนี้จะมีสัญญาณเข้าอยู่ 5 สัญญาณ และสัญญาณ IRQ กับสัญญาณสงวนไว้อีกสองบิต โดยสัญญาณ Busy จะ Active Lowลักษณะ การทำงานของแต่ละบิตใน Status Register มี ดังนี้- Bit7 Busy เมื่อ Active หมายถึงพรินเตอร์จะไม่รับข้อมูล- Bit6 nAck เมื่อ Active หมายถึงพรินเตอร์พร้อมที่จะทำงาน (Active Low)- Bit5 Paper End เมื่อ Active หมายถึงพรินเตอร์ไม่มีกระดาษ- Bit4 Select เมื่อ Active หมายถึงเลือกพรินเตอร์- Bit3 nErroive หมายถึงการบอกให้พรินเตอร์ทราบว่ามีข้อมูลเข้ามาแล้ว Layout

VGA Port
พอร์ต VGA หรือพอร์ต D-Sub เป็นพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อเพื่อรับสัญญาณภาพจากคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊ก ซึ่งเป็นการรับสัญญาณภาพแบบอะนาล็อก โดยส่วนใหญ่มักจะพบในสมาร์ททีวี, คอมพิวเตอร์ เป็นต้น


 

USB port 2.0
    พอร์ตสำหรับต่อพ่วงกับอุปกรณ์ที่มีพอร์ตแบบยูเอสบี เช่น พรินเตอร์ สแกนเนอร์ กล้องดิจิตอล ซีดีรอมไดรฟ์ ซิพไดรฟ์ เป็นต้น เมนบอร์ดรุ่นใหม่จะมีพอร์ตยูเอสบีเพิ่มมาอีกเรียกว่าพอร์ต 
USB 2.0 ซึ่งรับส่งข้อมูลได้เร็วกว่าเดิม เมื่อคุณต้องซื้ออุปกรณ์ต่อพ่วง ควรตรวจสอบด้วยว่าอุปกรณ์นั้นเชื่อมต่อกับพอร์ตยูเอสบีรุ่นเก่า หรือว่าต้องใช้ร่วมกับพอร์ต ยูเอสบี 2.0 เพื่อความมั่นใจว่าอุปกรณ์ที่ซื้อมานั้นจะทำงานได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ


USB (Universal Seribal Bus) คือ ช่องทางการสื่อสารความเร็วสูงอีกชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับต่อพ่วงอุปกรณ์อื่นๆ เข้ากับคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องพิมพ์ เมาส์ คีย์บ​​อร์ด สแกนเนอร์ โมเด็ม และอื่นๆ ก็สามารถนำมาต่อเชื่อมเข้ากับ USB port นี้ได้ ลักษณะของ USB port จะเป็นช่องเสียบเหลี่ยมขนาดเล็ก ปกติจะติดตั้งไว้ด้านหลังของเครื่อง แต่คอมพิวเตอร์บางรุ่นก็ติดตั้งไว้ด้านหน้า เดิม USB รุ่นที่เราใช้กัน จะเป็นเวอร์ชั่น USB 1.1 ต่อมาได้มีการพัฒนาให้เป็นเวอร์ชั่น 2.0 ซึ่งจะทำงานในการรับ-ส่งข้อมูลได้สูงขึ้น

คุณสมบัติของ USB

- USB เวอร์ชั่น 1.1 รับ-ส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 12 Mbps
- USB เวอร์ชั่น 2.0 รับ-ส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 480 Mbps
- สามารถต่อเชื่อมอุปกรณ์อื่นๆ เข้าด้วยกัน 127 อย่างพร้อมกัน
- หลังการติดตั้งอุปกรณ์ผ่าน USB Port จะสามารถใช้งานได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีการ Boot เครื่องใหม่
- ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณไม่มี USB port เราสามารถซื้อการ์ด USB port มาติดตั้งเพิ่มเติมได้
ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณไม่มี USB Port เราสามารถซื้อการ์ด USB Port มาติดตั้งเพิ่มเติมได้

IEEE - 1394​



 
    Fire wire (ชื่อเรียกของ apple) หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า i-link (ชื่อเรียกของ Sony) หรือ IEEE1394 เป็นข้อกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อบัสการสื่อสารแบบอนุกรมของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ในการรับ-ส่งข้อมูลขนาดใหญ่ และมีอัตราการส่งข้อมูลสูง ความเร็วสูง ระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ อย่างแพร่หลาย ทำให้เข้ามาทดแทนการเชื่อมต่อแบบSCSI ในอุปกรณ์หลายชนิดเทคโนโลยี IEEE-1394 IEEE-1394 ถูกออกแบบให้เป็น บัสอนุกรมประสิทธิภาพสูง (High Performance Serial Bus)มีลักษณะการทำงานในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ที่ต่อเชื่อมจากโฮสต์ (คอมพิวเตอร์ )ซึ่งเป็นแบบอนุกรม แต่ถูกพัฒนาให้มีความสามารถ "ลิงค์" ในลักษณะการต่อเชื่อมแบบ"ใยแมงมุม" จากนั้นพัฒนาให้มีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลสูงถึง 400 เมกะไบต์/วินาที(มากกว่า USB ซึ่งได้สูงสุด 12 เมกะไบต์ /วินาที อยู่หลายเท่าตัว) รวมทั้งการสนับสนุน "Hot plug"ใส่-ถอดอุปกรณ์ได้ระหว่างที่เปิดโฮสต์คอมพิวเตอร์และไม่จำเป็นต้อใช้ "terminator" ซึ่งมีความเหนือกว่า USB
          แต่ IEEE - 1394 ยังไม่ได้รับความนิยมที่แพร่หลายนักมูลเหตุมาจากการไม่ได้รับการผลักดันให้เกิดการพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้ Fire wire ออกสู่ตลาด อุปกรณ์ที่ใช้อินเทอร์เฟซ FireWire ก็มีเพียงพรินเตอร์ของ Apple ในด้านเทคโนโลยีการส่งผ่านข้อมูล Fire wire สนับสนุนการส่งผ่านข้อมูลแบบ Isochronous แบบที่สนับสนุนแบนด์วิธของอุปกรณ์ต่างประเภทกัน โดยสนับสนุนอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลในลักษณะ "สายข้อมูล - data Streaming" อันได้แก่ Audio, video, imaging 
เกร็ดความรู้ของ FireWire กับ IEEE1394



RJ-45 LAN PORT

“RJ” ใน RJ45 นั้นย่อมาจาก Registered Jack ที่เป็นมาตรฐานกำหนดภายใต้รูปแบบของ Universal Service Ordering Code (USOC) ที่มาจากทาง Bell System สำหรับระบุประเภทอินเทอร์เฟซที่ใช้กับระบบโทรศัพท์ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัย 1970 ซึ่งหัว RJ ของสายโทรศัพท์ที่มีมาแต่เดิมที่คุณน่าจะคุ้นเคยคงหนีไม่พ้น RJ11 ที่มีอยู่ 6 ขาแต่จุดสัมผัสมีอยู่ 2 จุด (6P2C) สำหรับใช้ให้บริการโทรศัพท์ต่อหนึ่งคู่สาย ที่เราต่างเติบโตกับการใช้งานระบบโทรศัพท์ดังกล่าวภายในบ้าน และถ้าคุณมาจากวงการโทรศัพท์แล้ว ก็อาจจะคุ้นเพิ่มเติมกับ RJ14 และ RJ25
ที่ใช้เป็นแบบ 6P4C (จุดสัมผัส 4 จุด) และ 6P6C (6 จุดสัมผัส) สำหรับการให้บริการ 2 และ 3 คู่สายตามลำดับด้วย แม้แนวทางการระบุหัวต่อตระกูล RJ นั้นกล่าวถึงเฉพาะรูปแบบการต่อสายบนหัวต่อ (เช่น จำนวนขาที่มี และจำนวนสายย่อยที่เชื่อมต่อ) แต่มาตรฐานการเรียกรูปแบบหัวสายนี้กลับถูกนิยมนำมาใช้เรียกประเภทหัวต่อโดยไม่ได้สนใจการต่อสายภายใน จนทำให้เกิดความสับสนค่อนข้างมาก 

ตัวอย่างเช่น ขณะที่ RJ11 ในทางเทคนิคนั้นหมายถึงการเชื่อมต่อที่ใช้ลวดสื่อสารแค่หนึ่งคู่สาย (จากการที่มีจุดสัมผัสแค่ 2 จุด) และ RJ14 กับ RJ45 ที่มีตำแหน่งขาอยู่ 6 ขาเหมือนกัน จนทำให้รูปลักษณ์ทางกายภาพภายนอกแทบจะแยกกันไม่ออกทั้งที่จริงๆ แล้วมีจุดสัมผัสที่สื่อสารได้จริงจำนวนแตกต่างกัน แน่นอนว่าย่อมทำให้คนทั่วไปต่างเรียกหัวต่อทั้ง 3 แบบเหมารวมว่าเป็น RJ11 ทั้งหมด แม้จริงๆ แล้วหัวต่อเหล่านั้นในเชิงเทคนิคอาจจะเป็น RJ14 และ RJ25 ไม่ใช่ RJ11 อย่างที่เรียกเลยก็ได้

ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้ปัจจุบันมีการเรียกหัวต่อสายอีเธอร์เน็ตแบบบิดเกลียวคู่แบบ 8P8C ว่าเป็นหัวต่อแบบ RJ45 ไปด้วย ทั้งๆ ที่การเดินลวดสายภายในแบบ 8P8C ในช่วงแรกนั้นเรียกว่า Keyed RJ45 ที่ใช้เชื่อมต่อสายดูอัลทรังก์ในระบบเครือข่ายโทรศัพท์ แต่พบโลกของโทรศัพท์เริ่มหันมาวิ่งสัญญาณข้อมูลผ่านหัวต่อเหล่านี้ด้วย ทำให้มีการนำคำว่า RJ45 มาใช้เรียกแบบเหมารวม

 
 
What is the function of all the motherboard audio ports? - Quora

Line in 
พอร์ตสีฟ้า 
    ช่องนี้เป็นช่อง Input สำหรับต่อสัญญาณระดับ Line level แบบอนาล็อกเข้ามา เช่น สัญญาณเครื่องเล่นซีดี เครื่องเล่น mp3  หรือต่อจากมัลติเอฟเฟ็คสำหรับกีต้าร์เพื่อใช้ในการบันทึกเสียงเข้าไปยังโปรแกรมบันทึกเสียง

Lind out
พอร์ตสีเขียว
    บนการ์ดเสียงคอมพิวเตอร์จะส่งสัญญาณให้ลำโพง,หูฟัง หรือ อุปกรณ์ส่งออกอื่นๆที่จะเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์

Mic
พอร์ตสีแดง

    ช่องนี้เป็นช่อง Input สำหรับเสียบไมโครโฟน

Center / Subwoofer
พอร์ตสีส้ม
    เป็นช่อง Output แบบอนาล็อก สำหรับต่อไปยังเครื่องขยายเสียงของลำโพงเซ็นเตอร์ และลำโพงซับวูเฟอร์ ของชุดโฮมเธียเตอร์

Surround
พอรืตสีดำ

    เป็นช่อง Output แบบอนาล็อก สำหรับต่อไปยังเครื่องขยายเสียงของลำโพง Surround ของชุดโฮมเธียเตอร์์

Side Speakers
พอร์ตสีขาว

นาย ธนโชติ ฟ้าคะนอง เลขที่ 5 ปวส 1/1



 

 


ความคิดเห็น